แปลงเรียนรู้ “ปาล์มน้ำมัน” ต้นแบบ
...หนึ่งโรงเรียนเพื่อเกษตรกรมืออาชีพ
“ปาล์มน้ำมัน” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่มีศักยภาพสูง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตประมาณ 3,195,140 ไร่ ในปี 2552 นี้ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 9.43 ล้านตัน แต่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ที่ถูกต้องและเหมาะสมเกี่ยวกับการผลิตปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและรายใหม่ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำขณะที่มีต้นทุนสูงขึ้น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดตั้ง “แปลงเรียนรู้ปาล์มน้ำมัน” ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาอาชีพเพื่อยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมฯได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันกระบี่ บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด(มหาชน) บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด(มหาชน) บริษัทเปา-รงค์ จำกัด บริษัท อาร์แอนด์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โกลเด้นเทเนอร่า และบริษัท ปาล์มโมริช จำกัด จัดทำแปลงเรียนรู้ปาล์มน้ำมันขึ้นภายในศูนย์ฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ “โรงเรียนปาล์มน้ำมันเพื่อเกษตรกร” จังหวัดกระบี่ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นศูนย์รวมและเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการให้บริการองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้และภาคอื่นๆ ด้วย
สำหรับโรงเรียนปาล์มน้ำมันเพื่อเกษตรกรนี้ มีการจัดกิจกรรม 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันให้กับเกษตรกร การศึกษาทดสอบ/วิจัยภาคการผลิตของเกษตรกร การจัดนิทรรศการวิชาการปาล์มน้ำมัน และการจัดทำแปลงเรียนรู้ปาล์มน้ำมัน โดยปี 2551 ที่ผ่านมา ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรการผลิตปาล์มน้ำมันแก่เกษตรกรรายใหม่ จำนวน 171 ราย ขณะเดียวกันยังได้ฝึกอบรมหลักสูตรการใช้ปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมันให้เกษตรกร 505 รายด้วย และปี 2552 นี้ ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การผลิตปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืน” ให้แก่เกษตรกรและยุวเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ไปแล้ว 8 รุ่น รวมกว่า 1,155 ราย ซึ่งในระยะยาวคาดว่าเกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตในแปลงของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมขยายผลไปสู่เกษตรกรข้างเคียงด้วย
การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมแก่เกษตรกร เน้นตั้งแต่การเลือกใช้ปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง 3-5 ตัน/ไร่/ปี และมีความเหมาะสมกับแหล่งปลูก อีกทั้งยังมุ่งเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้านวิธีการปลูกปาล์มน้ำมัน การดูแลรักษา การบริหารจัดการแปลง ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อเป็นแนวทางช่วยในการปรับลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นมาก ราว 50-60 % หากประหยัดค่าปุ๋ยเคมีได้จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น
“แปลงเรียนรู้ปาล์มน้ำมันเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรที่มีความสนใจที่จะพัฒนาระบบการผลิตปาล์มน้ำมันให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อนาคตคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันของจังหวัดกระบี่ได้ค่อนข้างมาก โดยจะช่วยเสริมฐานการผลิตปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นฐานผลิตไบโอดีเซลของประเทศเพื่อเป็น Oil Palm City ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว
นางสาวฐิติมา เจียมสวัสดิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) กล่าวเพิ่มเติมว่า การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่ เนื่องจากการผลิตทะลายปาล์มน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ที่เก็บเกี่ยวออกไป มีปริมาณธาตุอาหารเทียบได้กับปุ๋ยสูตร 21-0-0 ประมาณ 17 กิโลกรัม สูตร 0-46-0 ประมาณ 3 กิโลกรัม สูตร 0-0-60 ประมาณ 12 กิโลกรัม และคีเซอร์ไรท์ ประมาณ 15 กิโลกรัม เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อทดแทนในปริมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของพืช จึงจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน
เทคนิคการใส่ปุ๋ยต้องเป็นไปตามความต้องการของต้นพืช โดยทุกรอบการผลิตเกษตรกรควรเก็บตัวอย่างดินในแปลงปลูกและใบปาล์มน้ำมันส่งตรวจวิเคราะห์ เพื่อจะได้เลือกใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมตรงตามความต้องการของต้นปาล์ม ซึ่งจะช่วยปรับลดความสิ้นเปลืองค่าปุ๋ยเคมีลงได้
นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกษตรกรใช้ระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การอนุรักษ์ดินในสวนปาล์มน้ำมันด้วยการปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว การตัดขั้นบันไดและคันดักน้ำร่วมกับพืชคลุมดิน การควบคุมหนอนกินใบโดยวิธีธรรมชาติ การควบคุมหนูในสวนปาล์มน้ำมันด้วยนกแสก ทั้งยังแนะนำให้ใช้ประโยชน์ของเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เช่น ใช้ทะลายเปล่าวางเป็นวงแหวนทับกันสามชั้นรอบโคนต้นปาล์มพอประมาณ อัตรา 250 กิโลกรัม/ต้น หรือ 3-4 รถเข็น จะช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมได้ทั้งหมด และช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนได้ครึ่งหนึ่ง ช่วยประหยัดค่าปุ๋ยเคมีได้ไม่น้อยกว่า 700 บาท/ไร่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มผลผลิตขึ้นอีก 0.5-1 ตัน/ไร่/ปี
อย่างไรก็ตาม หากสนใจที่จะเข้าศึกษาเรียนรู้ในแปลงเรียนรู้ปาล์มน้ำมัน สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) โทร. 0-7561-2913…..
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมองอักเสบจากค้างคาวแม่ไก่
นักวิชาการจุฬาฯ เตือนสมองอักเสบ
ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวแม่ไก่
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เริ่มเห็นชัดขึ้นทุกขณะ ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน พายุฝนและไต้ฝุ่นที่รุนแรง น้ำท่วม แผ่นดินไหว และโรคติดต่อที่ทวีความรุนแรง ซึ่งต้นตอของโรคอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัส เกิดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะก่อปัญหาให้กับชาวโลกในอนาคต โดยไม่ต่ำกว่าครึ่งทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยตรงหรือสัตว์เป็นตัวเก็บกักโรคหรือเพาะโรค โดยมียุง แมลง เห็บ ริ้น ไร เป็นพาหะ ดังเช่นโรคชิกุนคุนยาที่แพร่ระบาดทางภาคใต้ของไทยเมื่อไม่นานมานี้
ค้างคาวเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม หลังมีการสำรวจและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งรับกับโรคใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย โดย ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี นักวิชาการประจำศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมงานของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาโรคสมองอักเสบอุบัติใหม่ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย” จากการสนับสนุนของฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้แถลงในงานเสวนาทางวิชาการ “โลกร้อน โรคร้าย โรคติดต่อที่ต้องติดตาม” ว่ากลไกการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวอาจเกิดในฤดูกาลเช่นเดียวกับฤดูกาลระบาดในคน
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 ที่ประเทศมาเลเซีย การติดต่อของเชื้อไวรัสดังกล่าวก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบที่มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 40 นอกจากนี้ยังมีการระบาดของโรคที่ประเทศบังกลาเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 70 ทั้งนี้ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์จะมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน จนถึงอาการหนักคือสมองอักเสบ โดยอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ร่วมด้วย
ส่วนอาการป่วยในสุกรหลังหย่านมเเละสุกรขุนจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการทางระบบหายใจ คือ หายใจเร็ว หอบกระเเทก ไอเสียงดัง ”one-mile” cough ซึ่งจะเห็นได้ชัดในสุกรขุน ในรายที่รุนเเรงพบว่ามีมูกปนเลือดออกทางโพรงจมูก ในรายที่ไม่รุนเเรงจะพบสุกรการหายใจทางปาก และมีอาการทางประสาทร่วมด้วยตัวสั่น หัวตก กัดคอก เคี้ยวฟัน กล้ามเนื้อกระตุก ขาหลังไม่มีเเรง โดยในพ่อแม่พันธุ์พบว่ามีการตายอย่างกระทันหัน หรือมีไข้สูงชนิดเฉียบพลันร่วมกับหายใจหอบกระเเทก มีน้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำมูกปนเลือด มีอาการทางประสาท ยืนโงนเงน หัวพิงคอก ชักกระตุก ปากเเข็ง คอเเข็ง ในเเม่พันธุ์มักพบมีการเเท้งร่วมด้วยอัตราการติดเชื้ออาจสูงถึง 80% แต่อัตราการตายต่ำ (<1 - 5%)
จากการศึกษาความสัมพันธ์ของการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่กับฤดูกาลของ ดร.สุภาภรณ์และคณะ โดยเก็บตัวอย่างเยี่ยวค้างคาวในพื้นที่ศึกษา รวม 7 แห่ง ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธีทางอณูชีววิทยา พบเชื้อไวรัสนิปาห์ในทุกพื้นที่ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน และพบมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม โดยเชื้อที่พบมี 2 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในมาเลเซียและบังกลาเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฤดูผสมพันธุ์ ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูกาลผสมพันธุ์ที่พบลูกค้างคาวหัดบิน
นับเป็นการค้นพบกลไกการแพร่เชื้อไวรัสในค้างคาวครั้งแรกของโลกที่ยืนยันว่าเชื้อไวรัสนิปาห์แพร่กระจายจากเยี่ยวค้างคาวเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการระบาดในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ได้เช่นกัน หากคนสัมผัสกับเยี่ยวหรือน้ำลายค้างคาวโดยตรง หรือสุกรได้รับเชื้อจากสิ่งคัดหลั่งของค้างคาวและแพร่มาสู่คน อย่างไรก็ตามข้อมูลการค้นพบฤดูกาลแพร่เชื้อจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทยต่อไป
ขณะที่ ดร.ไสว วังหงษา นักวิชาการจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในที่ราบภาคกลางมีประมาณ 40,000 ตัว ในพื้นที่ 16 แห่ง รวมทั้งเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ส่วนพื้นที่ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ภาคตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ รวมทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและพื้นที่เลี้ยงสุกรในเขตจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา เนื่องจากปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของสัตว์ป่า
แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในหมู่คนไทยรวมทั้งในสุกร จากการสำรวจของกรมปศุสัตว์เป็นประจำทุกปี แต่เมื่อมีการค้นพบเชื้อดังกล่าวในค้างคาว ย่อมเป็นสัญญาณเตือนให้คนไทยควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยาใดที่รักษาได้ผลโดยตรง โดยพบว่ามีเพียงการใช้ยาต้านไวรัสไรบาวิริน (Ribavirin) รักษาในช่วงต้นของการติดเชื้อเท่านั้น
ทั้งนี้หากสัมผัสสิ่งคัดหลั่งจากค้างคาว ได้แก่ เยี่ยว น้ำลาย เลือด หรืออวัยวะภายใน รวมทั้งถูกค้างคาวกัดหรือข่วนจะต้องรีบล้างส่วนที่สัมผัสด้วยน้ำสบู่นาน 10-15 นาที หากมีแผลในบริเวณที่สัมผัสหรือถูกค้างคาวกัด ให้ล้างแผลด้วยน้ำสบู่ 10-15 นาที แล้วไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เช่นเดียวกับเมื่อถูกสุนัขกัด เพราะค้างคาวอาจนำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้
“ประชาชนไม่ควรบริโภคหรือชำแหละค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว และควรทัศนศึกษาดูค้างคาวด้วยความระมัดระวังและดูในฤดูกาลที่ถูกต้อง โดยงดชมในช่วงเช้าเนื่องจากค้างคาวจะถ่ายมาก ฤดูกาลที่ควรระมัดวังมากที่สุดคือ เมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังสุกรในพื้นที่เสี่ยงที่มีแหล่งอาศัยของค้างคาว และสวนผลไม้ที่ค้างคาวไปกินเป็นอาหารในฤดูกาลแพร่เชื้อมาก” ดร.สุภาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย
ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวแม่ไก่
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เริ่มเห็นชัดขึ้นทุกขณะ ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน พายุฝนและไต้ฝุ่นที่รุนแรง น้ำท่วม แผ่นดินไหว และโรคติดต่อที่ทวีความรุนแรง ซึ่งต้นตอของโรคอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัส เกิดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะก่อปัญหาให้กับชาวโลกในอนาคต โดยไม่ต่ำกว่าครึ่งทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยตรงหรือสัตว์เป็นตัวเก็บกักโรคหรือเพาะโรค โดยมียุง แมลง เห็บ ริ้น ไร เป็นพาหะ ดังเช่นโรคชิกุนคุนยาที่แพร่ระบาดทางภาคใต้ของไทยเมื่อไม่นานมานี้
ค้างคาวเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม หลังมีการสำรวจและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งรับกับโรคใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย โดย ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี นักวิชาการประจำศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมงานของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาโรคสมองอักเสบอุบัติใหม่ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย” จากการสนับสนุนของฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้แถลงในงานเสวนาทางวิชาการ “โลกร้อน โรคร้าย โรคติดต่อที่ต้องติดตาม” ว่ากลไกการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวอาจเกิดในฤดูกาลเช่นเดียวกับฤดูกาลระบาดในคน
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 ที่ประเทศมาเลเซีย การติดต่อของเชื้อไวรัสดังกล่าวก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบที่มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 40 นอกจากนี้ยังมีการระบาดของโรคที่ประเทศบังกลาเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 70 ทั้งนี้ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์จะมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน จนถึงอาการหนักคือสมองอักเสบ โดยอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ร่วมด้วย
ส่วนอาการป่วยในสุกรหลังหย่านมเเละสุกรขุนจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการทางระบบหายใจ คือ หายใจเร็ว หอบกระเเทก ไอเสียงดัง ”one-mile” cough ซึ่งจะเห็นได้ชัดในสุกรขุน ในรายที่รุนเเรงพบว่ามีมูกปนเลือดออกทางโพรงจมูก ในรายที่ไม่รุนเเรงจะพบสุกรการหายใจทางปาก และมีอาการทางประสาทร่วมด้วยตัวสั่น หัวตก กัดคอก เคี้ยวฟัน กล้ามเนื้อกระตุก ขาหลังไม่มีเเรง โดยในพ่อแม่พันธุ์พบว่ามีการตายอย่างกระทันหัน หรือมีไข้สูงชนิดเฉียบพลันร่วมกับหายใจหอบกระเเทก มีน้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำมูกปนเลือด มีอาการทางประสาท ยืนโงนเงน หัวพิงคอก ชักกระตุก ปากเเข็ง คอเเข็ง ในเเม่พันธุ์มักพบมีการเเท้งร่วมด้วยอัตราการติดเชื้ออาจสูงถึง 80% แต่อัตราการตายต่ำ (<1 - 5%)
จากการศึกษาความสัมพันธ์ของการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่กับฤดูกาลของ ดร.สุภาภรณ์และคณะ โดยเก็บตัวอย่างเยี่ยวค้างคาวในพื้นที่ศึกษา รวม 7 แห่ง ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธีทางอณูชีววิทยา พบเชื้อไวรัสนิปาห์ในทุกพื้นที่ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน และพบมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม โดยเชื้อที่พบมี 2 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในมาเลเซียและบังกลาเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฤดูผสมพันธุ์ ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูกาลผสมพันธุ์ที่พบลูกค้างคาวหัดบิน
นับเป็นการค้นพบกลไกการแพร่เชื้อไวรัสในค้างคาวครั้งแรกของโลกที่ยืนยันว่าเชื้อไวรัสนิปาห์แพร่กระจายจากเยี่ยวค้างคาวเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการระบาดในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ได้เช่นกัน หากคนสัมผัสกับเยี่ยวหรือน้ำลายค้างคาวโดยตรง หรือสุกรได้รับเชื้อจากสิ่งคัดหลั่งของค้างคาวและแพร่มาสู่คน อย่างไรก็ตามข้อมูลการค้นพบฤดูกาลแพร่เชื้อจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทยต่อไป
ขณะที่ ดร.ไสว วังหงษา นักวิชาการจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในที่ราบภาคกลางมีประมาณ 40,000 ตัว ในพื้นที่ 16 แห่ง รวมทั้งเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ส่วนพื้นที่ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ภาคตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ รวมทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและพื้นที่เลี้ยงสุกรในเขตจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา เนื่องจากปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของสัตว์ป่า
แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในหมู่คนไทยรวมทั้งในสุกร จากการสำรวจของกรมปศุสัตว์เป็นประจำทุกปี แต่เมื่อมีการค้นพบเชื้อดังกล่าวในค้างคาว ย่อมเป็นสัญญาณเตือนให้คนไทยควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยาใดที่รักษาได้ผลโดยตรง โดยพบว่ามีเพียงการใช้ยาต้านไวรัสไรบาวิริน (Ribavirin) รักษาในช่วงต้นของการติดเชื้อเท่านั้น
ทั้งนี้หากสัมผัสสิ่งคัดหลั่งจากค้างคาว ได้แก่ เยี่ยว น้ำลาย เลือด หรืออวัยวะภายใน รวมทั้งถูกค้างคาวกัดหรือข่วนจะต้องรีบล้างส่วนที่สัมผัสด้วยน้ำสบู่นาน 10-15 นาที หากมีแผลในบริเวณที่สัมผัสหรือถูกค้างคาวกัด ให้ล้างแผลด้วยน้ำสบู่ 10-15 นาที แล้วไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เช่นเดียวกับเมื่อถูกสุนัขกัด เพราะค้างคาวอาจนำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้
“ประชาชนไม่ควรบริโภคหรือชำแหละค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว และควรทัศนศึกษาดูค้างคาวด้วยความระมัดระวังและดูในฤดูกาลที่ถูกต้อง โดยงดชมในช่วงเช้าเนื่องจากค้างคาวจะถ่ายมาก ฤดูกาลที่ควรระมัดวังมากที่สุดคือ เมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังสุกรในพื้นที่เสี่ยงที่มีแหล่งอาศัยของค้างคาว และสวนผลไม้ที่ค้างคาวไปกินเป็นอาหารในฤดูกาลแพร่เชื้อมาก” ดร.สุภาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย
พัฒนาการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์
กระทรวงเกษตรฯ จับมือพาณิชย์ พัฒนาการผลิตและตลาดเกษตรอินทรีย์ เตรียมของบแผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง นำร่อง 2 โครงการสินค้าเกษตรดาวรุ่ง ข้าวหอมมะลิ ผัก และพืชสมุนไพรอินทรีย์ ชี้เป้ากำหนดพื้นที่ปลูกและขยายการช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการพัฒนาการผลิต การตลาดเกษตรอินทรีย์ ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอขอใช้งบประมาณจากโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง เพื่อดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จำนวน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการบูรณาการการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อการส่งออก พื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และ ศรีสะเกษ และยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3 พืชหลัก ได้แก่ ข้าว ผัก และพืชสมุนไพรอินทรีย์ พื้นที่เป้าหมาย อาทิ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ และลำพูน เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 โครงการดังกล่าวยังขาดงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งจะได้นำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งมีนายสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับการบูรณาการแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการบูรณาการแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เกิดผลในเชิงรูปธรรม และกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการที่ชัดเจน พร้อมทั้งได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดดังกล่าวนี้ไปพิจารณาปรับแผนการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2551-2554 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้รับงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยให้คณะทำงานชุดนี้ไปพิจารณาดูว่ามีแผนงานใดบ้างของปีงบประมาณ 2551 ที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้บรรจุรวมไว้ในการจัดทำคำของบประมาณที่จะดำเนินการในปี 2554 หลังจากนั้นจะให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ฯใหม่ เพื่อให้แผนงานสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีต่อไป
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอโครงการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในปี 2554 จำนวน 8 โครงการ วงเงิน 55 ล้านบาท ทั้งนี้ เชื่อว่าภายใต้การบูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติของคณะทำงานตามมติที่ประชุมในครั้งนี้น่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ได้ โดยจะมีการจัดทำ Organics Mapping เพื่อการตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลของทั้งพื้นที่และรายชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถการประเมินผลความคืบหน้าของแผนงานได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการพัฒนาการผลิต การตลาดเกษตรอินทรีย์ ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอขอใช้งบประมาณจากโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง เพื่อดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จำนวน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการบูรณาการการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อการส่งออก พื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และ ศรีสะเกษ และยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3 พืชหลัก ได้แก่ ข้าว ผัก และพืชสมุนไพรอินทรีย์ พื้นที่เป้าหมาย อาทิ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ และลำพูน เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 โครงการดังกล่าวยังขาดงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งจะได้นำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งมีนายสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับการบูรณาการแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการบูรณาการแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เกิดผลในเชิงรูปธรรม และกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการที่ชัดเจน พร้อมทั้งได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดดังกล่าวนี้ไปพิจารณาปรับแผนการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2551-2554 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้รับงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยให้คณะทำงานชุดนี้ไปพิจารณาดูว่ามีแผนงานใดบ้างของปีงบประมาณ 2551 ที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้บรรจุรวมไว้ในการจัดทำคำของบประมาณที่จะดำเนินการในปี 2554 หลังจากนั้นจะให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ฯใหม่ เพื่อให้แผนงานสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีต่อไป
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอโครงการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในปี 2554 จำนวน 8 โครงการ วงเงิน 55 ล้านบาท ทั้งนี้ เชื่อว่าภายใต้การบูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติของคณะทำงานตามมติที่ประชุมในครั้งนี้น่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ได้ โดยจะมีการจัดทำ Organics Mapping เพื่อการตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลของทั้งพื้นที่และรายชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถการประเมินผลความคืบหน้าของแผนงานได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้
ไม่เผาฟางข้าว



เจจีซีแนะเปลี่ยน “มลพิษ” ให้เป็น “เงิน”
เลิกเผา“ฟางข้าว” สร้าง “พลังงานทดแทน
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(JGSEE)
.......................................................................................................................................................
นักศึกษา JGSEE แนะเลิกเผาฟางข้าว เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน เสนอใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตความร้อนในโรงงานดีที่สุด ชี้คุ้มทุนหากผู้ประกอบการส่งรถซื้อฟางข้าวจากนาโดยตรง ระบุได้ประโยชน์สองต่อสร้างรายได้เกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถจะยื่นขอคาร์บอนเครดิตและขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต และเชื่อฟางข้าวจะเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ใช้เสริมแกลบและกากอ้อยในภาวะขาดตลาด
.......................................................................................................................................................
ปัญหาอย่างหนึ่งของเกษตรกรในการทำนา คือการจัดการกับฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งแม้ปัจจุบันฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชนได้หลากหลาย เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่ด้วยภาวะเร่งรัดในการทำนาครั้งต่อไป การเผาฟางจึงกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด แม้ว่าเกษตรเองจะไม่อยากเผาฟางก็ตาม หากแต่ว่าผลกระทบที่ตามมานั้นไม่เพียงความร้อนที่เกิดจากการเผาจะทำลายธาตุอาหารในดิน และได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดีแล้ว การเผาฟางยังเป็นการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลการสำรวจจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าพื้นที่ที่มีการเผาฟางข้าวมากที่สุดในประเทศไทยมีถึง 13 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง เช่น ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และอ่างทอง เป็นต้น
น.ส.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหนึ่งในการจัดการฟางข้าวที่น่าสนใจ คือการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนโดยการสนับสนุนของภาครัฐในการใช้ชีวมวลเพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการใช้ฟางข้าว(rice straw) และฟางข้าวสาสี(wheat straw)เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในการผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำบ้างแล้ว เช่น ประเทศเดนมาร์ก อังกฤษ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีความพยายามในการนำฟางข้าวมาใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานมากแต่ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากฟางข้าว เป็นชีวมวลที่มีค่าความร้อนต่ำ อีกทั้งยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว และมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมที่กำลังใช้กันอยู่ เช่น แกลบ เศษไม้ เปลือกปาล์ม ส่งผลให้ฟางข้าวกว่า 50 %ต้องถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นเพื่อหาเทคโนโลยีที่นำฟางข้าวไปใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดประโยชน์ที่ได้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน อันจะช่วยหยุดสร้างมลพิษจากการเผาฟาง และได้แหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษานโยบายเกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาผลิตพลังงานในประเทศไทย ด้วยการประเมินความเป็นไปได้ใน 4 ด้าน คือ 1. ศักยภาพของทรัพยากรที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริง 2. ความเหมาะสมของประเภทและขนาดของเทคโนโลยีกับศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ 3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและสังคมรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 4. สิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางของนโยบายที่ภาครัฐควรจะสนับสนุน
“ผลจากการประเมินพบว่า ฟางข้าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ด้วยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานจะมีศักยภาพมากว่าการผลิตกระแสไฟฟ้า และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ฟางโดยการให้เงินสนับสนุนต่อปริมาณฟางที่ใช้ 300-340 บาทต่อกิโลกรัม(แทนที่จะสนับสนุนต่อหน่วยกระแสไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้าฯ) เพื่อเปิดโอกาสให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆด้วย ซึ่งเงินสนับสนุนนี้คำนวณโดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องจ่ายหากเราหยุดเผาฟางได้
สำหรับการนำไปใช้ก็สามารถทำได้ทันที เพราะในภาคกลางยังมีโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน สำหรับหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นถ่านหินผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาใช้ฟางข้าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำมันเตาก็เปลี่ยนเพียงหัวเตาเท่านั้น ในส่วนการประเมินความคุ้มทุนนั้นพบว่า ฟางข้าวจะต้องมีราคาต่ำกว่า 860 บาทต่อตัน ซึ่งวิธีการลดต้นทุนที่ทำได้เลยในขณะนี้คือ ให้เกษตรเก็บฟางข้าวเป็นก้อนสี่เหลี่ยมไว้ข้างนา โดยอัดให้แน่น(ประมาณ 18-20 กก.ต่อฟ่อน) ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว จากนั้นผู้ประกอบการส่งรถพ่วง 2 ตอน มารับซื้อจากนาโดยตรง และเตรียมความพร้อมของฟางก่อนป้อนเข้าเตาเผาด้วยการสับให้ชิ้นเล็กลง ส่วนในอนาคตเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวให้อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิงอัดแท่งได้ทันที่ทุ่งนา เพื่อให้บรรทุกได้ในปริมาณมากขึ้นในพื้นที่เท่ากัน ซึ่งนอกจากจะลดจำนวนเที่ยวและประหยัดค่าการขนส่งแล้ว ยังนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่ต้องสับ แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐในการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อไป ”
น.ส.ไตรทิพย์ กล่าวว่า การใช้ฟางเป็นเชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากจะช่วยให้หยุด ”มลพิษทางอากาศ” ได้แล้ว ยังได้ “พลังงาน” และ “ลดโลกร้อน” ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตรงนี้ จะนำไปขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต โดยปัจจุบันในตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) บ้างแล้วในหลายประเทศ โดยภาครัฐควรมีการสนับสนุนโครงการCDM เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรด้วย
อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัจจุบันโรงสีข้าวและโรงน้ำตาลเริ่มนำแกลบและกากอ้อยไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดย่อมของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ชีวมวลเหล่านี้เริ่มมีราคาแพงและขาดแคลนมากขึ้น ดังนั้นชีวมวลที่ไม่ได้ใช้ทั้ง ฟางข้าว ใบอ้อย ยอดอ้อย ลำต้นข้าวโพด ล้วนเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาวะขาดแคลนพลังงานในอนาคต
//////////////////////////////////////////
เลิกเผา“ฟางข้าว” สร้าง “พลังงานทดแทน
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(JGSEE)
.......................................................................................................................................................
นักศึกษา JGSEE แนะเลิกเผาฟางข้าว เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน เสนอใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตความร้อนในโรงงานดีที่สุด ชี้คุ้มทุนหากผู้ประกอบการส่งรถซื้อฟางข้าวจากนาโดยตรง ระบุได้ประโยชน์สองต่อสร้างรายได้เกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถจะยื่นขอคาร์บอนเครดิตและขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต และเชื่อฟางข้าวจะเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ใช้เสริมแกลบและกากอ้อยในภาวะขาดตลาด
.......................................................................................................................................................
ปัญหาอย่างหนึ่งของเกษตรกรในการทำนา คือการจัดการกับฟางข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งแม้ปัจจุบันฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชนได้หลากหลาย เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่ด้วยภาวะเร่งรัดในการทำนาครั้งต่อไป การเผาฟางจึงกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด แม้ว่าเกษตรเองจะไม่อยากเผาฟางก็ตาม หากแต่ว่าผลกระทบที่ตามมานั้นไม่เพียงความร้อนที่เกิดจากการเผาจะทำลายธาตุอาหารในดิน และได้ผลผลิตคุณภาพไม่ดีแล้ว การเผาฟางยังเป็นการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลการสำรวจจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าพื้นที่ที่มีการเผาฟางข้าวมากที่สุดในประเทศไทยมีถึง 13 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง เช่น ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และอ่างทอง เป็นต้น
น.ส.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางหนึ่งในการจัดการฟางข้าวที่น่าสนใจ คือการนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนโดยการสนับสนุนของภาครัฐในการใช้ชีวมวลเพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการใช้ฟางข้าว(rice straw) และฟางข้าวสาสี(wheat straw)เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในการผลิตความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังไอน้ำบ้างแล้ว เช่น ประเทศเดนมาร์ก อังกฤษ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีความพยายามในการนำฟางข้าวมาใช้ประโยชน์ในรูปพลังงานมากแต่ยังประสบความสำเร็จไม่มากนัก เนื่องจากฟางข้าว เป็นชีวมวลที่มีค่าความร้อนต่ำ อีกทั้งยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว และมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมที่กำลังใช้กันอยู่ เช่น แกลบ เศษไม้ เปลือกปาล์ม ส่งผลให้ฟางข้าวกว่า 50 %ต้องถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นเพื่อหาเทคโนโลยีที่นำฟางข้าวไปใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกิดประโยชน์ที่ได้ผลคุ้มค่าต่อการลงทุน อันจะช่วยหยุดสร้างมลพิษจากการเผาฟาง และได้แหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษานโยบายเกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาผลิตพลังงานในประเทศไทย ด้วยการประเมินความเป็นไปได้ใน 4 ด้าน คือ 1. ศักยภาพของทรัพยากรที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริง 2. ความเหมาะสมของประเภทและขนาดของเทคโนโลยีกับศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ 3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและสังคมรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 4. สิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางของนโยบายที่ภาครัฐควรจะสนับสนุน
“ผลจากการประเมินพบว่า ฟางข้าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ด้วยการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมในโรงงานจะมีศักยภาพมากว่าการผลิตกระแสไฟฟ้า และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ฟางโดยการให้เงินสนับสนุนต่อปริมาณฟางที่ใช้ 300-340 บาทต่อกิโลกรัม(แทนที่จะสนับสนุนต่อหน่วยกระแสไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้าฯ) เพื่อเปิดโอกาสให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆด้วย ซึ่งเงินสนับสนุนนี้คำนวณโดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องจ่ายหากเราหยุดเผาฟางได้
สำหรับการนำไปใช้ก็สามารถทำได้ทันที เพราะในภาคกลางยังมีโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน สำหรับหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นถ่านหินผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาใช้ฟางข้าวได้ทันที แต่ถ้าเป็นน้ำมันเตาก็เปลี่ยนเพียงหัวเตาเท่านั้น ในส่วนการประเมินความคุ้มทุนนั้นพบว่า ฟางข้าวจะต้องมีราคาต่ำกว่า 860 บาทต่อตัน ซึ่งวิธีการลดต้นทุนที่ทำได้เลยในขณะนี้คือ ให้เกษตรเก็บฟางข้าวเป็นก้อนสี่เหลี่ยมไว้ข้างนา โดยอัดให้แน่น(ประมาณ 18-20 กก.ต่อฟ่อน) ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว จากนั้นผู้ประกอบการส่งรถพ่วง 2 ตอน มารับซื้อจากนาโดยตรง และเตรียมความพร้อมของฟางก่อนป้อนเข้าเตาเผาด้วยการสับให้ชิ้นเล็กลง ส่วนในอนาคตเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรเก็บฟางข้าวให้อยู่ในรูปแบบของเชื้อเพลิงอัดแท่งได้ทันที่ทุ่งนา เพื่อให้บรรทุกได้ในปริมาณมากขึ้นในพื้นที่เท่ากัน ซึ่งนอกจากจะลดจำนวนเที่ยวและประหยัดค่าการขนส่งแล้ว ยังนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทันทีโดยไม่ต้องสับ แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐในการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อไป ”
น.ส.ไตรทิพย์ กล่าวว่า การใช้ฟางเป็นเชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากจะช่วยให้หยุด ”มลพิษทางอากาศ” ได้แล้ว ยังได้ “พลังงาน” และ “ลดโลกร้อน” ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตรงนี้ จะนำไปขายกับประเทศที่มีพันธกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้การตกลงในพิธีสารเกียวโต โดยปัจจุบันในตลาดโลกมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) บ้างแล้วในหลายประเทศ โดยภาครัฐควรมีการสนับสนุนโครงการCDM เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรด้วย
อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัจจุบันโรงสีข้าวและโรงน้ำตาลเริ่มนำแกลบและกากอ้อยไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดย่อมของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ชีวมวลเหล่านี้เริ่มมีราคาแพงและขาดแคลนมากขึ้น ดังนั้นชีวมวลที่ไม่ได้ใช้ทั้ง ฟางข้าว ใบอ้อย ยอดอ้อย ลำต้นข้าวโพด ล้วนเป็นชีวมวลทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาวะขาดแคลนพลังงานในอนาคต
//////////////////////////////////////////
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม นี้ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 3 และงาน “มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ” ระหว่างวันที่ 11 - 16 สิงหาคม 2552 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยการจัดกิจกรรมหลักในงานครั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงห่วงใยประชาชนให้มีอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยจากสารพิษ อันนำมาซึ่งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารแก่ชุมชนใกล้เคียง และเป็นแหล่งฝึกสอนการเกษตรและจ้างงาน
สำหรับ “กล้วย” เป็นพืชสวนสำคัญที่พระราชทานแนวพระราชดำริในโครงการฟาร์มตัวอย่างนำมาปลูกไว้ เนื่องจากกล้วยเป็นอาหารที่มีคุณค่าและส่วนอื่น ๆ ของต้นกล้วยยังเป็นประโยชน์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ และเป็นผลไม้สากลที่ทั่วโลกนิยมรับประทาน เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยประเทศไทยมีการส่งออกประมาณกว่า 20,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 365 ล้านบาท นอกจากกล้วยจะเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเกี่ยวโยงถึงสังคม วัฒนธรรมของคนไทยที่ผูกพันอยู่กับกล้วยตั้งแต่แรกเกิดจนวันสุดท้ายของชีวิต
ในส่วนของการจัดงาน “มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ” นั้นได้กำหนดแนวคิดหลักของงาน คือ กล้วยพืชแห่งชีวิต BANANA : PLANT FOR LIFE มีกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย
1. การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ นิทรรศการ “กล้วย...ธนาคารอาหารเพื่อชีวิต” ในโครงการฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากทรงเห็นว่า กล้วยเป็นพืชท้องถิ่นที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทรงรับสั่งให้มีการปลูกกล้วยเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน และเป็นแหล่งสำรองอาหารยามขาดแคลน (Food Bank) และได้มีการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกกล้วยในพื้นที่ฟาร์มตัวอย่างทุกภาคของประเทศ เพื่อเป็นจุดสาธิตและเรียนรู้ให้กับเกษตรกรเห็นประโยชน์จากกล้วยและนำไปใช้ใช้ครัวเรือนต่อไป นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ นิทรรศการ“กล้วย...เพื่ออาหารกลางวัน” ตามพระราชดำริในโครงการเกษตรเพี่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการช่วยเหลือให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารห่างไกลคมนาคม มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ได้รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สำหรับประเภทของอาหารที่สถานศึกษาควรผลิตต้องประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ พืชผัก ไม้ผล ทรงเน้นให้ทุกโรงเรียนปลูกกล้วยและมะละกอ ซึ่งเป็นอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง นอกจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแล้วพระองค์ยังขยายผลไปสู่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ด้วยมีการจัดแสดงอาหารจากกล้วย จำนวน 29 ชนิด โดยกองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะและกองส่งเสริมเคหกิจเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
นิทรรศการ “อนุรักษ์พันธุกรรมกล้วย” ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการแสดงพันธุ์กล้วยนานาชนิดจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ โดยมีการจัดแสดงตั้งแต่การขยายพันธุ์กล้วย เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการผ่าหน่อเพื่อให้ได้พันธุ์อย่างรวดเร็ว วิธีการปลูก การดูแลรักษา และการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีการแสดงสารพันประโยชน์จากกล้วย เช่น การประกอบอาหาร การทอเส้นใยจากกล้วย แสดงคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณของกล้วยในการเป็นยารักษาโรค โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดพิษณุโลก ระยอง ฉะเชิงเทรา และสมุทรสาคร
2. นิทรรศการแสดงเทคโนโลยีการผลิตกล้วยเชิงการค้าและการพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของกล้วย เช่น สิ่งประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (วิทยาเขตโชติเวช) สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชมรมกล้วยแห่งประเทศไทย เครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย และเกษตรกรุงเทพมหานคร
3. นิทรรศการแสดงความหลากหลายทางสายพันธุ์ของกล้วย ของจริงและรูปภาพ (ต้น/เครือ/ผล) รวมทั้งป้ายแสดงข้อมูลทางวิชาการของกล้วยแต่ละสายพันธุ์ แบ่งเป็น กลุ่มกล้วยหายาก กลุ่มกล้วยเพื่อการแปรรูป กลุ่มกล้วยประดับ และกลุ่มกล้วยเศรษฐกิจ จัดแสดง ณ บริเวณสวนรวบรวมพันธุ์กล้วย
4. นิทรรศการ “กล้วยต้นแรกแห่งชีวิต” จัดแสดงวิถีชีวิตของคนไทยในการใช้ประโยชน์จากกล้วย เช่น สาธิตการทำบายศรี ธูปเทียนแพ ตะกร้าสาน ฯลฯ จัดบริเวณด้านหลังอาคารแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดกล้วยพันธุ์เศรษฐกิจ การประกวดผลผลิตกล้วยแปลกและหายาก การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อการบริโภคจากกล้วย การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อการใช้สอยจากกล้วย การประกวดงานศิลป์ประดิษฐ์จากใบกล้วย และการประกวดของเล่นจากกล้วย การสาธิตการทำสิ่งประดิษฐ์และแปรรูปจากกล้วย ประกอบด้วย การแทงหยวกกล้วย การทำขนมจากกล้วย การทำอาหารจากกล้วย สิ่งประดิษฐ์จากกล้วย เช่น บายศรี กระทง ธูปเทียนแพ ฯลฯ รวมทั้งสาธิตทำของเล่นจากกล้วย
/ การจำหน่าย...
การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกล้วย จำนวน 30 ร้านค้า จากวิสาหกิจชุมชน สินค้าที่จำหน่าย ได้แก่ ต้นพันธุ์ ผลผลิตกล้วย ผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูป ประเภทอาหารเช่น กล้วยเคลือบช็อกโกแลต กล้วยอบแผ่น กล้วยม้วนทอด กล้วยหอมทองทอดสด กล้วยเบรกแตก กล้วยกรอบแก้วหวานและเค็ม กล้วยสมุนไพรปรุงรสต่าง ๆ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูป ไม่ใช่อาหาร เช่น ต้นกล้วยประดิษฐ์จากดินไทย กระเช้าจากเชือกกล้วย เป็นต้น
การจัดเสวนาทางวิชาการ “เสวนามุมมองกล้วยพืชแห่งชีวิต” กำหนดจัดเสวนาทางวิชาการในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2552 เวลา 08.30 – 17.00 น. ณ บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บุคคลเป้าหมาย ประกอบด้วย นักวิชาการ ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 100 คน โดยภาคเช้าเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง “มุมมองกล้วยพืชแห่งชีวิต” การเสวนาเรื่อง “มุมมองการพัฒนาการผลิตการตลาดกล้วยไทย” และภาคบ่ายเป็นการเสวนาเรื่อง “มุมมองการแปรรูปและใช้ประโยชน์กล้วยในชีวิตประจำวัน”
การแจกพันธุ์กล้วยพันธุ์ดีแก่ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 7,777 ต้น ณ บริเวณจุดประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 77 พรรษาด้วย
คาดว่า การจัดงานครั้งนี้ ผู้เข้าชมงานจะได้รับทราบพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วย ความสำคัญของกล้วยที่มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตคนไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ได้รับความรู้เกี่ยวกับพันธุ์กล้วยชนิดต่าง ๆ ประโยชน์ของการแปรรูปและการตลาด รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จากกล้วย ได้แลกเปลี่ยนความรู้/ประสบการณ์ ระหว่างผู้ร่วมประชุม เพื่อเป็นการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยในเชิงการค้า และการคงไว้ซึ่งคุณค่า รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆ จากกล้วย
ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้ามาเที่ยวงานดังกล่าวได้ ตั้งแต่วันที่ 11 – 16 สิงหาคม นี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ หรือหากสนใจส่งผลผลิตเข้าประกวดสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2579-3787
**********************************
-agritech71@doae.go.th
สำหรับ “กล้วย” เป็นพืชสวนสำคัญที่พระราชทานแนวพระราชดำริในโครงการฟาร์มตัวอย่างนำมาปลูกไว้ เนื่องจากกล้วยเป็นอาหารที่มีคุณค่าและส่วนอื่น ๆ ของต้นกล้วยยังเป็นประโยชน์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ และเป็นผลไม้สากลที่ทั่วโลกนิยมรับประทาน เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยประเทศไทยมีการส่งออกประมาณกว่า 20,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 365 ล้านบาท นอกจากกล้วยจะเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเกี่ยวโยงถึงสังคม วัฒนธรรมของคนไทยที่ผูกพันอยู่กับกล้วยตั้งแต่แรกเกิดจนวันสุดท้ายของชีวิต
ในส่วนของการจัดงาน “มหกรรมกล้วยแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ” นั้นได้กำหนดแนวคิดหลักของงาน คือ กล้วยพืชแห่งชีวิต BANANA : PLANT FOR LIFE มีกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย
1. การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ นิทรรศการ “กล้วย...ธนาคารอาหารเพื่อชีวิต” ในโครงการฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากทรงเห็นว่า กล้วยเป็นพืชท้องถิ่นที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทรงรับสั่งให้มีการปลูกกล้วยเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน และเป็นแหล่งสำรองอาหารยามขาดแคลน (Food Bank) และได้มีการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกกล้วยในพื้นที่ฟาร์มตัวอย่างทุกภาคของประเทศ เพื่อเป็นจุดสาธิตและเรียนรู้ให้กับเกษตรกรเห็นประโยชน์จากกล้วยและนำไปใช้ใช้ครัวเรือนต่อไป นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ นิทรรศการ“กล้วย...เพื่ออาหารกลางวัน” ตามพระราชดำริในโครงการเกษตรเพี่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการช่วยเหลือให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารห่างไกลคมนาคม มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ได้รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สำหรับประเภทของอาหารที่สถานศึกษาควรผลิตต้องประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ พืชผัก ไม้ผล ทรงเน้นให้ทุกโรงเรียนปลูกกล้วยและมะละกอ ซึ่งเป็นอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง นอกจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแล้วพระองค์ยังขยายผลไปสู่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ด้วยมีการจัดแสดงอาหารจากกล้วย จำนวน 29 ชนิด โดยกองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะและกองส่งเสริมเคหกิจเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
นิทรรศการ “อนุรักษ์พันธุกรรมกล้วย” ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการแสดงพันธุ์กล้วยนานาชนิดจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ โดยมีการจัดแสดงตั้งแต่การขยายพันธุ์กล้วย เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการผ่าหน่อเพื่อให้ได้พันธุ์อย่างรวดเร็ว วิธีการปลูก การดูแลรักษา และการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีการแสดงสารพันประโยชน์จากกล้วย เช่น การประกอบอาหาร การทอเส้นใยจากกล้วย แสดงคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณของกล้วยในการเป็นยารักษาโรค โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดพิษณุโลก ระยอง ฉะเชิงเทรา และสมุทรสาคร
2. นิทรรศการแสดงเทคโนโลยีการผลิตกล้วยเชิงการค้าและการพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของกล้วย เช่น สิ่งประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (วิทยาเขตโชติเวช) สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชมรมกล้วยแห่งประเทศไทย เครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย และเกษตรกรุงเทพมหานคร
3. นิทรรศการแสดงความหลากหลายทางสายพันธุ์ของกล้วย ของจริงและรูปภาพ (ต้น/เครือ/ผล) รวมทั้งป้ายแสดงข้อมูลทางวิชาการของกล้วยแต่ละสายพันธุ์ แบ่งเป็น กลุ่มกล้วยหายาก กลุ่มกล้วยเพื่อการแปรรูป กลุ่มกล้วยประดับ และกลุ่มกล้วยเศรษฐกิจ จัดแสดง ณ บริเวณสวนรวบรวมพันธุ์กล้วย
4. นิทรรศการ “กล้วยต้นแรกแห่งชีวิต” จัดแสดงวิถีชีวิตของคนไทยในการใช้ประโยชน์จากกล้วย เช่น สาธิตการทำบายศรี ธูปเทียนแพ ตะกร้าสาน ฯลฯ จัดบริเวณด้านหลังอาคารแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดกล้วยพันธุ์เศรษฐกิจ การประกวดผลผลิตกล้วยแปลกและหายาก การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อการบริโภคจากกล้วย การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อการใช้สอยจากกล้วย การประกวดงานศิลป์ประดิษฐ์จากใบกล้วย และการประกวดของเล่นจากกล้วย การสาธิตการทำสิ่งประดิษฐ์และแปรรูปจากกล้วย ประกอบด้วย การแทงหยวกกล้วย การทำขนมจากกล้วย การทำอาหารจากกล้วย สิ่งประดิษฐ์จากกล้วย เช่น บายศรี กระทง ธูปเทียนแพ ฯลฯ รวมทั้งสาธิตทำของเล่นจากกล้วย
/ การจำหน่าย...
การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกล้วย จำนวน 30 ร้านค้า จากวิสาหกิจชุมชน สินค้าที่จำหน่าย ได้แก่ ต้นพันธุ์ ผลผลิตกล้วย ผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูป ประเภทอาหารเช่น กล้วยเคลือบช็อกโกแลต กล้วยอบแผ่น กล้วยม้วนทอด กล้วยหอมทองทอดสด กล้วยเบรกแตก กล้วยกรอบแก้วหวานและเค็ม กล้วยสมุนไพรปรุงรสต่าง ๆ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูป ไม่ใช่อาหาร เช่น ต้นกล้วยประดิษฐ์จากดินไทย กระเช้าจากเชือกกล้วย เป็นต้น
การจัดเสวนาทางวิชาการ “เสวนามุมมองกล้วยพืชแห่งชีวิต” กำหนดจัดเสวนาทางวิชาการในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2552 เวลา 08.30 – 17.00 น. ณ บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บุคคลเป้าหมาย ประกอบด้วย นักวิชาการ ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 100 คน โดยภาคเช้าเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง “มุมมองกล้วยพืชแห่งชีวิต” การเสวนาเรื่อง “มุมมองการพัฒนาการผลิตการตลาดกล้วยไทย” และภาคบ่ายเป็นการเสวนาเรื่อง “มุมมองการแปรรูปและใช้ประโยชน์กล้วยในชีวิตประจำวัน”
การแจกพันธุ์กล้วยพันธุ์ดีแก่ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 7,777 ต้น ณ บริเวณจุดประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 77 พรรษาด้วย
คาดว่า การจัดงานครั้งนี้ ผู้เข้าชมงานจะได้รับทราบพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วย ความสำคัญของกล้วยที่มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตคนไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ได้รับความรู้เกี่ยวกับพันธุ์กล้วยชนิดต่าง ๆ ประโยชน์ของการแปรรูปและการตลาด รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จากกล้วย ได้แลกเปลี่ยนความรู้/ประสบการณ์ ระหว่างผู้ร่วมประชุม เพื่อเป็นการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยในเชิงการค้า และการคงไว้ซึ่งคุณค่า รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆ จากกล้วย
ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้ามาเที่ยวงานดังกล่าวได้ ตั้งแต่วันที่ 11 – 16 สิงหาคม นี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ หรือหากสนใจส่งผลผลิตเข้าประกวดสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2579-3787
**********************************
-agritech71@doae.go.th
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
